Story & Photo by Bida Byte

ออกเดินทางสู่คันไซ ด้วยสายการบิน ไทยแอร์เอเชียเอ็กซ์ หลังจากร่วมสนุกในกิจกรรม #เที่ยวคันไซไลท์ซีซั่น2 กับทางเพจ เที่ยวญี่ปุ่นดอทคอม ก็กลายเป็นผู้โชคดีได้รับรางวัลตั๋วเครื่องบินไป-กลับ ดอนเมือง-คันไซ ได้มาเที่ยว เกียวโต สมใจอยาก ทำให้ได้ค้นพบว่าญี่ปุ่นช่วงปลายฤดูร้อน ก็มีเสน่ห์น่าเที่ยวไม่แพ้หน้าไหนๆเหมือนกันนะ

20170723_134730-1

20170723_134924-1

GOPRO

20170723_174734-1

เดินทางถึงรอบดึก คืนแรกนอนฟรีที่สนามบินนานาชาติคันไซ โดยโซนพักผ่อนนี้จะอยู่ใน Aero Zone ใน Terminal 2 พอเดินเข้าประตูมาให้เดินไปสุดทางเลย ห้องจะอยู่ทางด้านซ้ายมือ

20170723_232549-1

20170723_232600-1

มีเคาน์เตอร์ให้ยืมผ้าห่มด้วย อยู่ด้านซ้ายมือ เปิดให้ยืมตั้งแต่ห้าทุ่ม และให้นำมาคืนภายใน 6 โมงเช้า

20170723_233258-1

ห้องอาบน้ำก็มีอยู่บริเวณห้องด้านหลังเคาน์เตอร์ให้ยืมผ้าห่ม ส่วนนี้ต้องเสียค่าบริการ แต่ถ้าต้องการใช้แค่ห้องน้ำ ก็มีห้องน้ำบริการให้ข้างใน

20170723_232927-1

20170724_053103-1

20170724_053112-1

ที่นอนเลือกตามใจชอบเลย แล้วแต่ว่าตรงไหนว่างบ้าง ใครโชคดี เจอเบาะใหญ่สี่เหลี่ยมว่างก็นอนสบายหน่อย เพราะคนส่วนใหญ่มาแวะพัก แวะนอนแค่ไม่กี่ชั่วโมง การมาพักผ่อนห้องนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลย สะดวกสบาย แถมมีร้านค้าสะดวกซื้ออยู่ข้างหน้าด้วย ใครอยากได้บรรยากาศใหม่ๆ ลองมาแวะนอนพักเล่นก็ได้

20170724_053350-1

เข้าเกียวโตง่ายๆ จากสนามบินนานาชาติคันไซ (KIX) ด้วยรถไฟ Haruka ด้วยราคาแพงแค่ 1,600 เยน

เนื่องจากเรารีบไปให้ถึงเกียวโตให้เร็วที่สุด เพราะอยากไปให้ทันดูเทศกาล Gion Matsuri ของวันที่ 24 กรกฎาคม (ซึ่งจะเป็นขบวนแห่ที่เล็กกว่าของวันที่ 17) เลยรีบไปซื้อตั๋ว เพื่อนั่งรถไฟรอบเช้าสุด

เราเลือกซื้อ Haruka x ICOCA ราคา 3,600 เยน เท่ากับว่าจะได้ตั๋วเที่ยวเดียวจาก KIX > Kyoto Station ด้วยราคาเพียงแค่ 1,600 เยน (ตั๋วที่ได้เป็นแบบ Non-reserved seat) และเงินในบัตร ICOCA อีก 1,500 ส่วนอีก 500 คือค่ามัดจำบัตรที่จะได้คืนก็ต่อเมื่อเอาบัตรไปคืน

วิธีซื้อก็ไปง่ายเลย ไปที่เคาน์เตอร์ของ JR ใหญ่โต แบบไม่ต้องกลัวมองไม่เห็น

20170723_231841-1

ข้างในจะแบ่งเป็นเคาท์เตอร์พูดภาษาต่างๆ ได้ เช่น เคาน์เตอร์นี้พูดจีนได้ เคาน์เตอร์นี้พูดอังกฤษได้ เพื่อความสะดวกและรวดเร็ว ซื้อตั๋วเสร็จสรรพ ไม่ต้องกลัวไปขึ้นรถผิดที่ผิดชานชาลาเลย เพราะมีแปะบอกหมด อย่างเช่นถ้าใครซื้อตั๋ว Haruka ให้เข้าประตู B ไปขึ้นรถไฟที่ชานชาลาที่ 4

20170724_055734-1

หน้าตาของตั๋วรถไฟและบัตร ICOCA ที่ได้ มีให้เลือกว่าจะเอาแบบไหน เราเลือกลาย Hello Kitty มา มุ้งมิ้ง มีปราสาทโอซาก้าเป็นพื้นหลังด้วย

20170724_055900-1

20170724_055413-1

20170724_055418-1

20170724_055726-1

พอรถมา ก็เดินเข้าตู้ Non-reserved seat นั่งสบายใจเฉิบ (อันที่จริงคือหลับ) ประมาณ 75 นาที ก็ถึง Kyoto แล้ว ชิลสุดๆ

20170724_062533-1

  • Gion Matsuri (祇園祭) เทศกาลที่ไม่ควรพลาดเมื่อไปเกียวโตหน้าร้อน

    เทศกาลนี้มีประวัติยาวนานคู่กับจังหวัดเกียวโตมากว่า 1,200 ปี โดยเชื่อว่าเริ่มจัดกันมาตั้งแต่ต้นยุคเฮอัน (Heian Period ประมาณปี 794 – 1185) เทศกาล Gion Matsuri นั้นเป็นคล้ายกับศาสนพิธีอย่างหนึ่งเพื่อชำระล้าง หรือทำให้เมืองบริสุทธิ์นั่นเอง เพราะเกียวโต เป็นเมืองที่เผชิญกับภัยพิบัติหลายครั้ง สำหรับศาลเจ้าหลักที่จัดเทศกาลนี้คือศาลเจ้า Yasaka-jinja ซึ่งบูชาเทพ Amaterasu Omikami (เทพีแห่งดวงอาทิตย์) และ Susanoo no Mikoto โดยเทศกาลจะจัดขึ้นทุกวันที่ 17 และ 24 กรกฎาคมของทุกปี แต่จริงๆ ก็มีกิจกรรมเล็กๆ น้อยๆ แทรกอยู่ด้วยตลอดเดือน ขบวนแห่จะถูกแบ่งเป็น 2 แบบ เรียกว่า Yama และ Hoko ยามะอาจจะดูคล้ายกับขบวนแห่อื่นๆ ของเทศกาลในญี่ปุ่น แต่ โฮโคะจะใช้รถแห่ขนาดสูง 2 ชั้น หรือประมาณ 25 เมตร และหนักเกือบ 10 ตัน ซึ่งต้องใช้คนลากคันละราว 50 คนเลยทีเดียว

    สำหรับใครที่มีแพลนจะไปเกียวโตช่วงหน้าร้อน อย่าลืมใส่ Gion Matsuri ลงไปในแพลนของคุณด้วย ห้ามพลาดสุดๆ

    ขบวนของวันที่ 24 คนจะน้อยกว่าของวันที่ 17 เพราะเป็นขบวนเล็กกว่า แค่ความประทับใจไม่ได้น้อยลงเลย

    ขบวนเริ่มตอนประมาณ 9 โมง เราเลือกที่จะนั่งรถไฟใต้ดินไปลงที่สถานี Karasuma Oike เพราะดูจากแผนที่การแห่แล้ว ถ้านั่งรถเมล์ไปน่าจะเดินไกล พอขึ้นจากสถานีก็แอบตกใจเล็กน้อย เพราะเจอขบวนแห่เลย อะไรจะใกล้และสะดวกขนาดนี้ เสียงเงียบมากจนได้ยินเสียงทุกสรรพสิ่งแถวนั้น โดยเฉพาะเสียงจักจั่น ดังแรงมาก สมกับเป็นหน้าร้อน

    มาดูบรรยากาศขบวนแห่กันดีกว่า

    DSC08191-1

    DSC08193-1

    มีเสียงดนตรีบรรเลงคลอเบาๆ ดนตรีจะแนวคล้ายๆ ที่เปิดตรงทางเดินบนถนน Sanjo-dori ประกอบกับเสียงกระดิ่งเบาๆ ที่ห้อยอยู่ เป็นการเล่นดนตรีที่น้อยแต่ได้บรรยากาศมากๆ ดูไปก็ตื่นเต้นไป

    DSC08203-1

    DSC08211-1

    DSC08215-1

    ในการหมุนเลี้ยวแต่ละครั้ง ต้องเอาไม้ไผ่และน้ำมาขัดตรงล้อ ค่อยๆ เขยิบไปทีละไม่กี่องศาจนได้ 90 องศาค่อยเคลื่อนขบวนไปต่ออีกถนน แอบลุ้นไปกับเค้าด้วย พอหมุนได้นี่คนปรบมือลั่นถนนเลย

    DSC08222-1

    DSC08230-1

    DSC08240-1

    DSC08251-1

    DSC08253-1

    DSC08269-1

    นี่ขนาดเป็นขบวนเล็กยังปลื้มปริ่มใจขนาดนี้ ถ้าเป็นขบวนใหญ่จะขนาดไหนกัน ใครที่มีโอกาสได้ไปญี่ปุ่นช่วงเดือนกรกฎาอย่าลืมใส่เทศกาลนี้ไว้ในแพลนกันด้วยนะ ☺

    DSC08270-1

  • หลบหนีจากสถานที่ที่นักท่องเที่ยวชอบไป หนีไปสงบใจ ถ่ายรูปชิคชิคกันที่ Nanzenji Temple ดีกว่า 

    ถ้าคุณไปเก็บสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ที่โด่งดังในเกียวโตหมดแล้ว เราขอเสนอที่นี่เลยค่ะ Nanzenji Temple

    เป็นวัดที่มีขนาดใหญ่และสำคัญมากที่สุดวัดหนึ่งของศาสนาพุทธนิกายเซ็น ตั้งอยู่ที่เชิงเขาฮิกาชิยะมะ สมัยก่อนเคยเป็นบ้านของขุนนางเก่าที่เกษียณแล้ว ต่อมาเมื่อขุนนางเสียชีวิตลงจึงกลายเป็นวัด โดยภายในวัดยังสามารถแยกเป็นวัดย่อยๆได้อีกหลายวัด แต่ส่วนที่เราตั้งใจจะไปคือ Suirokaku

    สามารถนั่งรถเมล์ไปลงป้าย Nanzenji, Eikando-michi แล้วเดินต่อได้เลย

    บริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยสวน ต้นไม้ และคูน้ำเล็กๆ

    20170728_141703-1

    20170728_142545-1

    แผนที่บริเวณรอบๆ

    20170728_142940-1

    ไม่ต้องกลัวหลงเลย เพราะมีป้ายบอกระหว่างทาง

    20170728_143419-1

    ส่วนแรกคือ ประตู Sanmon เปิดให้ขึ้นไปข้างบนได้ด้วย แต่ต้องเสียค่าเข้า

    20170728_143930-1

    แล้วก็เดินต่อมาเรื่อยๆ เมื่อกี๊ตรง Sanmon ยังร้อนใจจะขาด พอเดินมาใกล้ๆ สะพาน อากาศเย็นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แปลกดี

    20170728_145125-1

    20170728_145359-1

    20170728_145555-1

    Suirokaku เป็นสะพานส่งน้ำขนาดยาว 93 เมตร กว้าง 4 เมตร และสูง 14 เมตร สร้างด้วยอิฐแดงตั้งแต่สมัยปี 1890 พูดง่ายๆ คือสร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 โดยใช้โครงสร้างแบบกรุงโรมสมัยโบราณ ใช้เป็นทางผ่านของน้ำจากทะเลสาบบิวะ (Biwa) กับเกียวโต  โดย 97% ของน้ำในเกียวโตที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ ก็มาจากสะเลสาบบิวะนี่แหละ น้ำไหลอยู่ที่อัตรา 2 ตัน ต่อวินาที สามารถขึ้นไปด้านบนดูท่อส่งน้ำได้ ไม่เสียค่าใช้จ่ายในส่วนนี้จ้า

    20170728_145602-1

    ทางโค้งยอดนิยม ที่คนชอบมาถ่ายรูปกัน

    20170728_150158-1

    20170728_150601-1

    ตอนที่เราไปเป็นหน้าร้อน แบบวันนั้นร้อนสุดๆ แต่ก็แอบมีเมเปิ้ลแดงให้เห็นอยู่ตั้งต้นนึงแหนะ ถ้าไปช่วงใบไม้แดง (เดือนพฤศจิกายน) คงฟินน่าดู

    DSC09894-1

    Sanmon Gate, Hojo

    ค่าเข้าชม: 500 เยน
    วันปิดทำการ: 28-31 ธันวาคม
    (เข้าชมรอบสุดท้ายก่อนเวลาปิด 20 นาที)

    Nanzenin Temple

    ค่าเข้าชม: 300 เยน
    วันปิดทำการ: 28-31 ธันวาคม
    (เข้าชมรอบสุดท้ายก่อนเวลาปิด 20 นาที)

    Konchi-in Temple

    ค่าเข้าชม: 400 เยน
    วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน

    Tenjuan Temple

    ค่าเข้าชม: 400 เยน (รอบเย็น 500 เยน)
    วันปิดทำการ: เปิดทุกวัน
    *สำหรับในแต่ละส่วน จะเปิดเวลา 8.40 – 17.00 น. ยกเว้น Tenjuan Tample ที่จะเปิดเวลา 9.00 – 17.00 น. และช่วงใบไม้ผลิเปิดให้ชมรอบเย็นด้วย แต่ทุกส่วนช่วงหน้าหนาวจะเปิดถึง 16.30 น. ใครจะไปก็อย่าลืมเช็กเวลากันก่อน เดี๋ยวจะไปเก้อ

  • Church of the Light (Ibaraki Kasugaoka Church)

    ใครที่กรี๊ดและเป็นแฟนคลับของ Tadao Ando ควรต้องไป ! พูดถึงชื่อนี้กับคนญี่ปุ่นมาหลายคน ก็รู้จักกันแทบทุกคน สำหรับใครที่ไม่รู้ว่าขุ่นพ่อ Ando เป็นใคร เราจะอธิบายให้ฟัง

    Tadao Ando ( 安藤忠雄 ) เกิดเมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2484 เป็นคนโอซาก้า เป็นสถาปนิกชาวญี่ปุ่น ที่มีชื่อเสียงจากการนำคอนกรีตหล่อแล้วเจาะรูปเป็นช่องๆ วางเรียงเป็นแผ่นๆ เป็นวัสดุในการก่อสร้างเป็นหลัก โดยแนวความคิดในการออกแบบของอันโดะ จะเน้นเรื่องความสัมพันธ์ของมนุษย์กับธรรมชาติโดยใช้ระบบสัญลักษณ์เชิงปรัชญา เช่น การให้แสงเป็นตัวแทนของธรรมชาติ จะสังเกตได้ว่างานส่วนใหญ่ของอันโดจะไม่มีหน้าต่างที่เปิดให้เห็นทิวทัศน์นอกอาคาร แต่มักมีช่องเปิดที่แสงแดดสามารถส่องผ่านได้ แต่ไม่สามารถมองเห็นสภาพแวดล้อมได้

    อันโดะนับเป็นสถาปนิกที่มีชื่อเสียงระดับต้นๆ ของญี่ปุ่นและของโลก ที่น่าทึ่งคือเขาไม่เคยเรียนด้านสถาปัตยกรรมมาก่อนเลย ความรู้ส่วนใหญ่ได้มาจากการอ่านหนังสือและค้นคว้าด้วยตัวเองทั้งสิ้น สมกะที่ชาวสถาปนิกยกให้เป็นขุ่นพ่อจริงๆ

    พอเราได้มีโอกาสไปโอซาก้าครั้งนี้ มีหรือจะพลาด วิธีการไปคือนั่ง JR Kyoto Line จากโอซาก้าไปลงที่สถานี Ibaraki แล้วต่อรถบัส (Kintetsu) ไปลงที่ป้าย Kasugaokakoen แล้วเลี้ยวซ้าย เดินตรงไปจนเจอแยกค่อยเลี้ยวซ้ายอีกที โบสถ์จะอยู่ด้านซ้ายมือ หรือถ้าไปหลายคนจะเลือกนั่งแท็กซีก็ได้ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที และราคาประมาณ 1,000 เยน

    เมื่อไปถึงแล้วให้เข้าไปลงชื่อก่อน ที่นี่ไม่เสียค่าเข้านะคะ แต่จะมีกล่องให้บริจาคเป็นกึ่งการบังคับ (เป็นมารยาทนั่นแหละ)

    จริงๆ เราจองไปก่อนล่วงหน้าทางเว็บไซต์ พอไปถึงแล้วเค้าไม่ดูเลยแฮะ อาจจะเป็นเพราะเราไปช่วงเย็นใกล้ปิดก็เป็นได้ แต่ลงชื่อเอาไว้ก่อนก็ปลอดภัยกว่าค่ะ

    20170730_153951-1

    ในตัวโบสถ์ เงียบ สงบ ซึมซับแสงจากธรรมชาติ แค่นี้ก็ฟินแล้ว

    20170730_154946-1

    20170730_154958-1

    20170730_155207-1

    20170730_155814-1

    ด้านนอกมีมุมให้นั่งหย่อนใจ

    20170730_155947-1

    ห้องข้างๆ ห้องสำนักงานเป็น Sunday School จริงๆ เราจะกะมาส่วนนี้แหละ แต่ตอนนั้นเป็นเวลาปิดแล้ว เจ้าหน้าที่จะกลับบ้าน จะขอเข้าไปถ่ายก็เกรงใจ เลยแอบถ่ายจากด้านนอกมา

    20170730_160656-1

    20170730_160835-1

    มีโปสการ์ดขายเป็นที่ระลึกด้วย ราคา 700 เยน (7 ใบ) ถ้าเอาแบบมีลายเซ็นด้วยก็ 1,000 เยน เราเลือกแบบ 1,000 เยน เพราะเห็นว่าคุ้มกว่า เสียเพิ่ม 300 เยนได้ลายเซ็นด้วย พอเดินออกมาจากโบสถ์ หยิบโปสการ์ดออกมาถ่าย สรุปว่ามีลายเซ็นแค่ใบเดียว (เท่ากับค่าลายเซ็นใบละ 300 เยน)

    20170730_161602-1

    โบสถ์เปิดทุกวันพุธ และวันอาทิตย์ (แต่บางพุธก็ไม่เปิดให้เข้า) เวลา 13.30-16.00 ควรเช็กตารางเปิดล่วงหน้าจากเว็บไซต์ สำหรับใครที่จะจองไปเข้าชมโบสถ์ เข้าไปจองในลิงก์นี้ได้เลย หรือถ้าอยากเข้าร่วมพิธีด้วยก็มีให้เลือก (พิธีมีช่วงเช้า) >> เว็บไซต์

    20170730_161047-1

    20170730_161153-1