1 นางาซากิ inasayama

1. เมืองนางาซากิ จังหวัดนางาซางิ

วิวกลางคืนของจังหวัดนางาซากินั้น ได้รับการรับรองว่าเป็นวิวกลางคืนแห่งใหม่ที่สวยติด 1 ใน 3 ของโลกเทียบเท่ากับฮ่องกงและโมนาโก วิวกลางคืนของจังหวัดนางาซากิมีอีกชื่อหนึ่งว่า “วิวสิบล้านดอลลาร์” ไฟจากบ้านเรือนต่าง ๆ ที่อยู่บนภูมิประเทศที่ลาดเอียงค่อย ๆ ไหลลงไปสูงตรงท่าเรือทำให้เกิดมุมมองที่เป็นมีมิติ โดยสามารถมองได้จากหลาย ๆ มุม

จุดชมวิวกลางคืนบน เขาอินาสะ นั้นเป็จุดชมวิวกลางคืนอันทรงคุณค่าและสามารถเดินทางไปได้ด้วยโรปเวย์ ส่วนทางขึ้นโรปเวย์นั้นอยู่ในศาลเจ้านะครับและตั้งแต่เปิดใช้มายังไม่เคยเกิดอบุติเหตุแม้แต่ครั้งเดียวอาจะเป็นเพราะได้รับการคุ้มครองจากศาลเจ้าก็เป็นได้

นอกจากนี้อีก 3 ปีถัดจากนี้จะมีการปรับปรุงจุด 10 จุดในเมืองเพื่อเป็นจุดชมวิวกลางคืน โดยในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ได้ทำการจัดไลท์อัพในเกาะเดะจิมะซึ่งเป็นช่องทางการติดต่อต่างประเทศพียงจุดเดียวของญี่ปุ่นสมัยปิดประเทศเมื่อ 200 ปีที่แล้ว

เกาะฮาชิมะ ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกในเดือนกรกฎาคม 2015 ซึ่งมีอีกชื่อหนึ่งว่า “กุนคังชิมะ (เกาะเรือรบ)” เนื่องจากมีลักษณะคล้ายเรือรบโดยเริ่มจากมีการทำเหมืองถ่านหินซึ่งในขณะนั้นมีประชากรอาศัยอยู่ราว ๆ 5,300 คนแต่ในปี 1974 ก็กลายเป็นเกาะร้าง โดยเป็นโมเดลของ “Dead City” ในฉากหนังดัง 007 (Sky fall) โดยในเดือนเมษายน 2009 นั้นได้เปิดเส้นทางท่องเที่ยวบนเกาะซึ่งในขณะนี้มีนักท่องเที่ยวมาเยือนเกาะแล้วกว่า 1 ล้านคนโดยจะมีเรือออกไปเกาะทุกวันและสามารถที่จะท่องเที่ยวในเส้นทางที่ปลอดภัยบนเกาะเพื่อศึกษาประวัติศาสตร์ของเกาะได้

สิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเดินทางท่องเที่ยว ก็คือ “อาหาร” นั่นเอง จังหวัดนางาซากิได้รับความหลากหลายของวัฒนธรรมอาหารจากต่างประเทศมาเป็นเวลานานทำให้พวกเรามีวัฒนธรรมอาหารที่มีเอกลักษณ์และเฉพาะตัว เช่น จัมปง ซึ่งมีต้นกำเนิดมาจากประเทศจีนหรือ อาหารชิปโปกุ ซึ่งเป็นอาหารไคเซกิแบบญี่ปุ่นที่มีการผสมองค์ประกอบทั้งจีนและตะวันตกเข้าด้วยกัน หรือจะเป็น เค้กคัสเตลลา ขนมเลื่องชื่อที่มาถิ่นกำเนิดจากโปรตุเกส นอกจากนี้ เนื้อวากิวของนางาซากิและอาหารทะเลสดใหม่ที่เป็นที่โปรดปรานสำหรับนักชิมจากทั่วโลก


2 APA Hotels and Resort Joetsu Myoko

2. เมืองเมียวโกะ จังหวัดนิอิกะตะ

APA รีสอร์ทโจเอ็ทซึเมียวโกะ ตั้งอยู่ในเมืองเมียวโกะ จังหวัดนิอิกะตะเป็นพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยธรรมชาติและล้อมรอบไปด้วยภูเขา โดยสามารถเดินทางจากสถานีโตเกียวด้วยโฮคุริคุชินคันเซ็น ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง ก็จะมาถึงสถานีโจเอ็ทซึเมียวโกะ  ซึ่งเป็นสถานีที่ใกล้ที่สุด

โดยบริเวณรอบ ๆ เป็นแหล่งที่พักตากอากาศและบ่อออนเซ็นที่มีชื่อเสียง โดยสามารถผ่อนคลายเมื่อเข้าพักที่ APA รีสอร์ทโจเอ็ทซึเมียวโกะโดยภายในรีสอร์ทมีสิ่งอำนวยความสะดวกเช่น บ่อออนเซ็น สนามกอล์ฟ กิจกรรมปั่นจักรยาน กิจกรรมตกปลา เทนนิส ฟุตบอล และกิจกรรมอีกหลากหลายเตรียมไว้ต้อนรับแต่ทว่าโรงแรมและรีสอร์ทของเราไม่ได้มีแค่ความสวยงามของธรรมชาติในฤดูร้อนเท่านั้น ในเวลากลางคืนยังมีวิวทิวทัศน์ที่ตระการตาซึ่งนักท่องเที่ยวจำนวนมากจากทั่วประเทศเดินทางมาที่นี่เพื่อเยี่ยมชมสิ่งนี้

อิลลูมิเนชั่นอีเวนต์นี้จัดขึ้นเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เริ่มในช่วงฤดูร้อนจนถึงฤดูใบไม้ร่วงโดยทางเราใช้พื้นที่ของสนามกอล์ฟทั้งหมดในการทำ ชื่ออีเวนต์คือ “Myoko Happiness Illumination” มังกรคู่ผู้สาดแสงแห่งความสุขโดยโปรดิวเซอร์ของอิลลูมิเนชั่นทั้งหมดนี้คือ คุณ มารุมารุ โมโตะโอะประธานของ Yakei Con-vention and Visitor Bureau

ลักษณะเด่นของอิลลูมิเนชั่นนี้คือ ใช้หลอดไฟ LED ถึง 1,600,000 หลอดและในปี 2015 ได้รับการรับรองจากกินเนสส์ เวิลด์ เรคคอร์ดสว่าเป็นภาพบนพื้นดินที่สร้างด้วยหลอดไฟ LED มากที่สุดนอกจากนี้ยังเป็นการบอกเล่า “ตำนานแห่งมังกร” ของเมืองเมียวโกะอีกด้วย ซึ่งใบหน้ามังกรจะแตกต่างกันเมื่อมองมาจากคนละทิศ มุมมองจากด้านบนจะเห็นเป็น “มังกรร่อนลงดิน” มุมมองจากด้านล่างจะเห็นเป็น “มังกรเหินขึ้นฟ้า” มีการโปรแกรมการแสงสีที่ทำให้ท่านสามารถสนุกสนานเพลิดเพลินกับมังกรหลาย ๆ แบบและยังมีการแสดงแสงสีอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก


3 Sapporo_ TV Tower

3. เมืองซับโปโร จังหวัดฮอกไกโด

ซัปโปโร เป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในฮอกไกโด นอกจากนี้ยังได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 3 เมืองที่มีวิวไฟกลางคืนสวยที่สุดในญี่ปุ่นอีกด้วย เทศกาลหิมะซัปโปโรที่จัดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์นั้นก็มีหิมะสูงถึง 15 เมตรเลยทีเดียว รวมทั้งยังมี การแข่งขันแกะสลักหิมะนานาชาติ ที่มีทีมจากหลายประเทศทั่วโลกเข้าร่วมการแข่งขันโดยทีมจากประเทศไทยชนะรางวัลถึง 6 ครั้ง นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีความหลากหลายและอุดมสมบูรณ์ของวัฒนธรรมการกินตั้งแต่เจงกีสข่าน (การรับประทานเนื้อแกะ) ไปจนถึงเบียร์ซัปโปโร

เราขอแนะนำจุดชมวิวไฟกลางคืน 2 จุดซึ่งเป็นตัวแทนของเมืองซัปโปโร ที่แรกคือจุดชมวิวบน ยอดเขาโมะอิวะ โดยมีความสูงจากระดับน้ำทะเลที่ 531 เมตรโดยท่านสามารถเดินทางขึ้นไปบนยอดเขาได้ด้วยโรปเวย์และจากหอชมวิวสามารถมองเห็นได้รอบ 360 องศาโดยวิวจากด้านบนจะเห็นเป็นเหมือนอัญมนีส่องแสงเรืองรองจึงถูกเรียกว่า “กล่องอัญมนีทางตอนเหนือ” และในฤดูหนาวนั้นทั้งเมืองจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวบริสุทธิ์อันหนาวเย็นทำให้แสงที่ตกกระทบมีความสว่างไสวยิ่งขึ้นเกิดเป็นวิวไฟกลางคืนที่สวยงาม

จุดที่สองคือร้านอาหาร THE JEWELS ซึ่งโดยรอบสร้างด้วยกระจกใส ท่านสามารถเพลิดเพลินไปกับอาหารฝรั่งเศสในบรรยากาศสบาย ๆ เป็นที่นิยมสำหรับคนที่มีเป็นคู่และครอบครัวโดยต้องจองที่นั่งก่อนมารับประทานอาหาร แต่ที่ได้รับนิยมจากนักท่องเที่ยวคือซื้อเป็นเซ็ตกับโรปเวย์ มินิคาร์

3 sapporo_YAKEI

อีกที่หนึ่งที่พลาดไม่ได้เลยก็คือ หอชมวิวของซัปโปโรทีวีทาวเวอร์ ซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของสวนโอโดริกลางเมืองซัปโปโร โดยมีความสูงจากพื้นดิน 90 เมตร สามารถชมวิวไฟกลางคืนของสวนโอโดริได้ทั้งหมด โดยในฤดูหนาวนั้นจะมีงานเทศกาล ซัปโปโรไวท์อิลลูมิเนชั่น และ เทศกาลหิมะซัปโปโร  สามารถชมโปรเจคชั่นแมปปิ้งที่ผสมผสานไปกับวิวไฟกลางคืนจากหอชมวิวด้านบน หิมะที่ตกลงมาทำให้ตัวทีวีทาวเวอร์ขาวโพลนตัดกับแสงไลต์อัพกลางเมืองซัปโปโรซึ่งเป็นวิวที่สวยงามมาก

นอกจากนี้ยังมีสถานที่อื่นที่ท่านสามารถชมวิวไฟกลางคืนในซัปโปโรได้อีก ห้องชมวิว T-38 ที่ตั้งอยู่ใน JR ทาวเวอร์ของซัปโปโร ด้วยความสูง 160 เมตรจากพื้นดิน สามารถมองวิวโดยรอบได้ทั้งหมด ด้านบนจะมีร้านกาแฟที่ท่านสามารถนั่งจิบกาแฟผ่อนคลายและชมวิวไฟกลางคืนไปพร้อม ๆ กัน

สวนชิโระอิโคะอิบิโตะ ของฝากอันเป็นที่เลื่องชื่อของฮอกไกโด ที่นี่สามารถเข้าคลาสลองทำขนมได้ โดยในฤดูหนาวนั้นจะมีการแสดงอิลลูมิเนชั่นในเวลากลางคืนซึ่งจะให้บรรยากาศที่แตกต่างกับกลางวัน

ชิงช้าสวรรค์โนเรีย ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่ในใจกลางย่านซุซุกิโนะของเมืองซัปโปโร สามารถมองเห็นวิวไฟกลางคืนของกลางเมืองซัปโปโรได้ทั้งหมดท่านสามารถไปช๊อปปิ้งและทานอาหารเย็นก่อนมาชมวิวก็ได้เพราะว่าชิงช้าสวรรค์โนเรียเปิดให้บริการถึงเวลาดึก

นอกจากนี้ยังมีโรงแรมที่ท่านไม่เพียงเห็นวิวไฟกลางคืนจากห้องพักส่วนตัวเท่านั้น ยังมีโรงแรมที่มีภัตตาคารหมุนลอยฟ้า สามารถมองเห็นวิวได้ในมุม 360 องศารวมทั้งสปาที่สามารถชมวิวไฟกลางคืนได้อีกด้วย สุดท้ายนี้ที่ซัปโปโร ยังมีเมืองออนเซ็นชื่อว่า โจซังเค  สามารถผ่อนคลายไปกับออนเซ็น และที่นี่มีอีเวนต์ที่แสดงวิวไฟกลางคืนอันสวยงามในแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นอีกด้วย


4 Enoshima_Fujisawa

4.  เมืองฟูจิซาวะ จังหวัดคานากาวะ

ขอแนะนำ “อัญมณีแห่งโชนัน” ตั้งอยู่ที่เกาะเอะโนะชิมะ จังหวัดคานากาวะ ที่ได้รับรางวัลอิลลูมิเนชั่นอวอร์ดในลำดับต้นๆอยู่เสมอ ที่เมืองฟูจิซาวะ สามารถมองเห็นวิวของทะเลโชนัน และภูเขาไฟฟูจิอันสวยงามได้ ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่อุดมไปด้วยธรรมชาติและกิจกรรมการพักผ่อนริมทะเล และยังตั้งอยู่ถัดจากเมืองคามาคุระ ซึ่งเป็นเมืองที่มีมรดกทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของซามูไร โดยจำนวนตัวเลขของนักท่องเที่ยวที่มาเยียมชมเมืองทั้งสองในแต่ละปีนั้นมากกว่า 40 ล้านคน จึงจัดเป็นพื้นที่ท่องเที่ยวชั้นเลิศของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลัง ๆ ได้รับความนิยมอย่างมากในการใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์และรายการทีวี

“อัญมนีแห่งโชนัน” 1 ใน 3 อิลลูมิเนชั่นที่สวยที่สุดแห่งภูมิภาคคันโต เมื่อเดินตามทางบริเวณด้านล่างของ ประภาคารเอะโนะชิมะซีแคนเดิล มีการประดับอิลลูมิเนชั่น ทำให้รู้สึกว่าเหมือนอยู่ภายใต้พื้นที่ขนาดใหญ่ที่ห้อมล้อมไปด้วยแสงไฟ โดยแต่ละบริเวณก็จะให้ความรู้สึกที่ต่างกัน นอกจากนี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกวิวกลางคืนของญี่ปุ่นและเป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า วิวกลางคืนแห่งโชนัน อีกด้วย


5 ashikaga 02

5. เมืองอาชิคางะ จังหวัดโทชิงิ

เมืองอาชิคางะ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดโทชิงิ มีประชากรราว 150,000 คน ห่างจากโตเกียวเป็นระยะทางประมาณ 80 กิโลเมตรซึ่งใช้ระยะเวลาเดินทางประมาณ 60 นาที ไม่ว่าจะใช้รถไฟหรือว่ารถส่วนตัวก็สะดวก

เมืองอาชิคางะเป็นเมืองที่ขึ้นชื่อว่า สร้างขึ้นด้วยแสงไฟ โดยตลอดปีจะมีงานอีเวนต์ที่เกี่ยวกับการจัดแสดงแสงไฟอยู่เสมอ และมีการพัฒนาการจัดแสดงแสงไฟให้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากศาลเจ้าและวัดต่างๆ ที่มีอยู่ในเมือง สร้างอีเวนต์ชมวิวไฟกลางคืนโดยที่ผู้มาท่องเที่ยวสามารถมีส่วนร่วมได้ เช่นที่ วัดบันนะจิ ซึ่งได้รับการจัดให้เป็นสมบัติของชาติ ใช้ชื่องานว่า “อาชิคางะ ค่ำคืนที่เต็มไปด้วยตำนานพื้นบ้าน” ซึ่งเป็นอีเวนต์ชมวิวไฟกลางคืนแบบใหม่ที่ใช้เงาจากภาพวาดในการแสดงแสง โดยมีโคมไฟแบบญี่ปุ่นที่ได้รับการออกแบบโดยใช้ผ้าทออันเลื่องชื่อ อาชิคางาเมเซน ซึ่งใช้ในการทำอุตสาหกรรมกิโมโนมาสร้างเป็นโคมไฟที่มีลวดลายอันงดงามตั้งประดับตกแต่งตามถนนรอบเมือง

นอกจากนี้ยังมีสถานที่ 2 แห่งที่ได้รับการรับรองให้เป็นมรดกทางทิวทัศน์ไฟกลางคืนของญี่ปุ่น โดยสถานที่แรกก็คือ สวนโอริฮิเมะ แห่งศาลเจ้าโอริฮิเมะอะชิคะกะ ที่ได้รับการขึ้นเป็นมรดกวิวไฟกลางคืนแบบธรรมชาติของญี่ปุ่น ภายในสวนสาธารณะจะจัดแสงให้มีความสว่างเพียงพอและมีเส้นทางเดินป่าที่มีวิวน่าชมหลายเส้นทาง ศาลเจ้าโอริฮิเมะยังเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองอาชิคางะซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางว่าเป็นศาลเจ้าในการขอพรเกี่ยวกับเรื่องธุรกิจการค้าและความรักถูก นอกจากนี้ยังถูกเรียกว่า “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของคู่รัก”

ตัวศาลที่มีการไลท์อัพและวิวชมไฟกลางคืนที่มีความแตกต่างกันในที่ที่เดียวทำให้ได้รับการรับรองให้เป็นจุดชมวิวกลางคืนอันทรงคุณค่า และในปีนี้พระจันทร์ที่มองจากศาลเจ้าโอริฮิเมะนั้น ได้ถูกรองรับให้เป็นพระจันทร์ร้อยดวงของญี่ปุ่น ซึ่งภายในเมืองอาชิคางะเองก็เป็นจุดชมวิวกลางคืนที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด โดยจากตัวศาลเจ้าสามารถเห็นวิวไฟกลางคืนที่สวยงามของทั้งตัวเมืองจนไปถึงโตเกียวในแบบพาโนรามา 180 องศา

5 ashikaga Frower Park (1)

สถานที่ต่อมา คือ สวนดอกไม้อาชิคางะ ที่ได้รับการขึ้นเป็นมรดกวิวไฟกลางคืนแบบไลท์อัพของญี่ปุ่น สวนดอกไม้แห่งนี้เป็นสถานที่เดียวในประเทศญี่ปุ่นที่ได้รับเลือกจากสถานีโทรทัศน์ CNN ให้เป็น 1 ใน 10 สถานที่ท่องเที่ยวในฝันประจำปี 2014

สวนดอกไม้อาชิคางะเป็นสวนดอกไม้ญี่ปุ่นในรูปแบบสวนสนุกอันดับหนึ่งของญี่ปุ่น โดยในปี 2016 มีจำนวนผู้เข้าชมมากกว่า 1,500,000 คน ซึ่งเป็นจำนวนผู้เข้าชมมากที่สุดสำหรับสถานที่ท่องเที่ยวแบบสวนพฤกษศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายนและพฤษภาคม มีผู้เข้าชมตำนานแห่งดอกวิสทีเรียเป็นจำนวนถึง 640,000 คน

โดยมีดอกวิสทีเรียใหญ่บานไปทั่วบริเวณถึง 10,000 ตารางเมตร รวมถึงอุโมงค์ดอกวิสทีเรียสีขาว และวิสทีเรียพันธุ์คิบานะ ที่มีความยาวถึง 80 เมตร สวนดอกไม้อาชิคางะเปิดในปี 1997 เริ่มจากภายในสวนปลูกดอกวิสทีเรียใหญ่จำนวน 350 ต้น

สำหรับการบานของดอกวิสทีเรียนั้นจะเริ่มที่ สีชมพู สีม่วง และสีขาวตามลำดับ นอกจากนี้ที่สวนยังมีดอกวิสทีเรียพันธุ์คิบานะซึ่งเป็นพันธุ์ที่เพาะยากให้ชมเป็นเวลาถึงเดือนกว่า ๆ อีกด้วย การไลท์อัพดูวิสทีเรียกลางคืนนั้นจะช่วยดึงความงามของดอกวิสทีเรียออกมาได้อย่างงดงามที่สุด ซึ่งความรู้สึกจะแตกต่างกับการชมในช่วงกลางวัน โดยภาพสะท้อนของดอกวิสทีเรียที่สะท้อนกับผิวน้ำนั้นยิ่งเพิ่มความสวยงามที่ตรึงตาตรึงใจมากขึ้น โดยในระยะหลังนี้มีผู้มาชมความงามของดอกวิสทีเรียในช่วงกลางคืนเพิ่มขึ้น เมื่อดอกวิสทีเรียถูกลมกลางคืนพัดจะมีได้กลิ่นหวานอ่อนๆแตะจมูก

ตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วงจนไปถึงฤดูหนาวจะจัดอีเวนต์ที่ชื่อว่า “สวนดอกไม้แห่งแสง” การแสดงอิลลูมิเนชั่นนั้นเริ่มจากเมืองอาชิคางะในปี 2011 ซึ่งได้รับการรับรองให้มรดกวิวไฟกลางคืนของญี่ปุ่น ตั้งแต่ปี 2013 เป็นต้นมาก็ได้รับการจัดให้เป็นจุดชมวิวไฟกลางคืนอันทรงคุณค่าของญี่ปุ่น และได้รับรางวัลในสาขาอิลลูมิเนชั่นในอันดับต้น ๆ เสมอมา

โดยในปี 2014 ชนะรางวัลที่ 1 สาขาอิลลูมิเนชั่นทั่วประเทศ และในปี 2016 เป็นผู้ชนะหนึ่งเดียวในสาขาเดียวกัน เริ่มแรกเกิดจากการพยายามสร้างดอกไม้ด้วยแสงไฟในฤดูที่ดอกไม้บานน้อย หลังจากนั้นก็เพิ่มจำนวนมากขึ้นทุกปี โดยในปี 2017 ใช้จำนวนหลอด LED ถึง 4,000,000 หลอดเพื่อสร้างอิลลูมิเนชั่นดอกไม้หลากสีในแต่ละฤดู

6 Izu Granpal Amusemenl Park

6.  จังหวัดชิซุโอกะ ที่ตั้งของภูเขาไฟฟูจิ

จังหวัดชิซุโอกะ ตั้งอยู่ระหว่างโตเกียวและนาโกย่า ดังนั้นในบริเวณที่ตั้งจึงเป็นที่ตั้งของแหล่งออนเซ็นและบ้านพักตากอากาศที่มีชื่อเสียงอยู่รายรอบ ภายในสวนสามารถเดินทางชมให้ครบทั้งหมดได้ด้วยรถยนต์ใน 5 นาที

มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง อาทิ “สวนสัตว์อิซุชาโบะเท็น” เป็นสวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์ ที่ทางโทรทัศน์มักจะหยิบยกขึ้นมาพูดถึง “อุทยานทางทะเลอิซุ” จุดดำน้ำแห่งแรกของประเทศญี่ปุ่น  “สวนดอกไม้ 4 ฤดูอิซุ”  มีดอกไม้สวยงามมากมาย และมีกำหนดจะเปิดในพิพิธภัณฑ์ New York Lamp  “สวนอิซุกุรันปารุ” เป็นสวนสนุกที่มีเครื่องเล่นหลากหลายที่ทำให้ท่านสนุกจนหยุดหัวเราะไม่ได้

“แกรนด์อิลลูมิ” ตั้งอยู่ใน สวนสาธารณะอิซุกุรันปารุ สร้างขึ้นด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้าเราสรรค์สร้างสิ่งที่สวยงามผู้ชมจะหลั่งไหลเข้ามาชมเอง ทำให้ในซีซั่นที่ 1 มีผู้เข้าชมถึง 250,000 คน ซีซั่นที่ 2 ในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นเป็น 280,000 คน  และสำหรับในซีซั่นที่ 3 ช่วงเดือนกรกฎาคมและสิงหาคมนี้ คาดว่าจะมีผู้เข้าชมในจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยวอย่างคาดไม่ถึงของ “แกรนด์อิลลูมิ” เป็นการปฏิวัติการท่องเที่ยวไม่เฉพาะของเมืองอิโตยังรวมไปถึงจังหวัดชิซุโอกะอีกด้วย โดยได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 1 สำหรับอิลลูมิเนชั่นขนาดใหญ่ทั่วประเทศ! จากเว็บไซต์ “วอล์คเกอร์พลัส” ซึ่งเป็นเว็บไซต์ข้อมูลยอดนิยมสำหรับการไปเที่ยวและอีเวนต์ นอกจากนี้ยังมีการจัดโปรโมชั่นเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ CTS  ซึ่งเป็นวงที่ทำคลับมิวสิคได้ใช้แกรนด์อิลลูมิเป็นเวทีแสดงและทำเพลง Dreem Illuminations วางจำหน่าย นอกจากนี้การแสดงสดต่าง ๆ และการแสดงดอกไม้ไฟก็ยังได้การตอบรับเป็นอย่างดี

จุดเด่นของแกรนด์อิลลูมิคือ เป็นอิลลูมิเนชั่นที่ผู้ชมสามารถสนุกไปกับกิจกรรมอันหลากหลายได้ เช่น สามารถโหนสลิงและมองเห็นอิลลูมิเนชั่นจากมุมด้านบนหรือ “ไนท์ เรนโบว์” สไลเดอร์ยาวที่บางทีต้องรอถึง 2 ชั่วโมงถึงจะได้เล่นและยังมีความสนุกต่าง ๆ อีกมากมายซึ่งทำให้มากี่ครั้งก็ไม่เบื่อ สำหรับแกรนด์อิลลูมินั้นมีการออกแบบการแสดงแสงสีใหม่ ๆ ในแต่ละซีซั่นโดยในซีซั่นที่ 1 และ 2 นั้นก็มีการแสดงแสงสีที่ไม่เหมือนกัน และสำหรับ ซีซั่นที่ 3 ที่จะเริ่มในวันที่ 11 พฤศจิกายน 2017 มีการเตรียมออกแบบอิลลูมิเนชั่นใหม่ ๆ ไว้สำหรับนักท่องเที่ยว