Dotonbori-glicoman

ป้ายไฟนีออน Glico Man ของบริษัทขนมยักษ์ใหญ่ Ezaki Glico หรือที่เรารู้จักกันดีในนามว่า กุลิโกะ เป็นสัญลักษณ์แห่งเมืองโอซาก้าที่ทั้งคนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวจดจำได้มากที่สุด และล่าสุดทางบริษัทเอซากิกุลิโกะได้มีการแถลงข่าวว่า ป้ายไฟนีออนรุ่นปัจจุบันจะถูกทำการปลดออกในวันที่ 18 สิงหาคมนี้ และจะเปลี่ยนเป็นป้ายใหม่ในฤดูใบไม้ร่วงที่กำลังจะมาถึง

หลายคนได้ยินข่าวถึงกับตกใจกลัวว่าอาจจะไม่มีป้ายไฟนักวิ่งกุลิโกะให้เราได้เห็นกันอีกแล้ว แต่ไม่ต้องตกใจไปครับ เพราะการเปลี่ยนป้ายไฟนีออนนี้เป็นการเปลี่ยนครั้งที่ 6 แล้วตลอดระยะเวลา 79 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่เริ่มใช้ป้ายไฟรุ่นแรกในปี 1935 และป้ายรุ่นใหม่จะถูกขึ้นมาแทนที่ป้ายปัจจุบัน (รุ่นที่ 5) ที่อยู่คู่ Dotonbori มาแล้วกว่า 16 ปี นับตั้งแต่ปี 1998 ซึ่งทุกคนเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะนำเรื่องดีมาสู่ชุมชนเหมือนที่ผ่านมาอย่างแน่นอน ส่วนดีไซน์ของป้ายไฟรุ่นใหม่นั้นยังอยู่ในช่วงพิจารณา โดยมีแนวทางไอเดียว่าอยากจะสร้างสัมพันธ์ระหว่างกุลิโกะกับญี่ปุ่นและต่อโลกมากขึ้น

นอกจากนี้ทางบริษัทเอซากิกุลิโกะ ยังได้จัดนิทรรศการรวบรวมป้ายไฟนักวิ่งกุลิโกะจำลองตั้งแต่รุ่นแรก จัดแสดงไว้ที่ Ezaki Glico Memorial Hall 江崎記念館 ตั้งแต่วันที่ 3 ก.ค – 28 พ.ย. 2014 เปิดให้เข้าชม เวลา 10.00-16.00 น. ถ้าจะไปชมในวันธรรมดาไม่ต้องจอง แต่ถ้าไปวันเสาร์ ต้องโทรจองล่วงหน้าที่เบอร์ 06-6477-8257 (หยุดทุกวันอาทิตย์ และช่วงวันที่ 10-16 ส.ค. ปิดทำการ)

วิธีการเดินทาง
– นั่งรถไฟ JR สาย Tokaido 東海道本線 ลงที่สถานี Tsukamoto 塚本駅 และเดินต่ออีก 16 นาที
– นั่งรถไฟ JR สาย Tozai 東西線 ลงที่สถานี Mitejima 御幣島駅 และเดินต่ออีก 18 นาที

glicoman01

ป้ายไฟนีออน Glico Man รุ่น 4 เทียบกับแบบจำลอง และภาพของจริง

glicoman02

ป้ายไฟนีออน Glico Man รุ่นที่ 1 เริ่มใช้ปี 1935
ป้ายไฟนีออน Glico Man รุ่นที่ 2 เริ่มใช้ปี 1955
ป้ายไฟนีออน Glico Man รุ่นที่ 3 เริ่มใช้ปี 1963
ป้ายไฟนีออน Glico Man รุ่นที่ 4 เริ่มใช้ปี 1972
ป้ายไฟนีออน Glico Man รุ่นที่ 5 เริ่มใช้ปี 1998

glicoman03

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Ezaki Glico


อัพเดทเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2557

กูลิโกะขึ้นป้ายนักวิ่งคนใหม่แล้ว แต่ป้ายที่เห็นนี้เป็นป้ายชั่วคราว จนกว่าป้ายรุ่นที่ 6 จะทำการติดตั้งเสร็จสิ้นในฤดูใบไม้ร่วงปลายปีนี้ ส่วนนักวิ่งสาวคนนี้ก็คือ Haruka Ayase นักแสดงหญิงที่มีชื่อเสียงมากคนหนึ่งของญี่ปุ่นและยังเคยเป็นพรีเซนเตอร์ของกูลิโกะอีกด้วยนั่นเองครับ

グリコ


อัพเดทเมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2557

ป้ายกุลิโกะที่แบบชั่วคราวเปลี่ยนครั้งที่สอง เป็นป้ายสีแดงตามฤดูกาลให้เข้ากับช่วงใบไม้เปลี่ยนสี โดยยังเป็นภาพของ Haruka Ayase คนเดิม พร้อมกับข้อความภาษาญี่ปุ่นว่า 新しいグリコの看板、完成間近!ป้ายไฟกุลิโกะอันใหม่ ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว !

ขอบคุณภาพจาก sankeibiz.jp

new glico oct 14


ชื่อ “กุลิโกะ” นี้ได้แต่ใดมา และทำไมต้องเป็น “นักวิ่งกุลิโกะแมน” ?

เพื่อนๆเคยสงสัยกันมั้ยครับ ว่าป้ายกุลิโกะ ริมแม่น้ำโดทงโบริ อันโด่งดัง แลนมาร์คสำคัญของโอซาก้า ทำไมถึงต้องเป็นรูปนักวิ่ง เรื่องนี้ต้องเท้าความ ไปตั้งแต่สมัยก่อนที่แบรนด์กุลิโกะจะเกิดขึ้นมาบนโลกใบนี้ครับ

ในปี 1919 นาย ริอิชิ เอซากิ (ผู้ก่อตั้งบริษัทกุลิโกะ) ค้นพบว่าสารกลิโคเจน (Glycogen) ที่อยู่ในหอยนางรม เป็นสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย นายเอซากิ จึงไปหาซื้อหอยนางรม และนำมาต้มเพื่อคัดกรองสารกลิโคเจน ไปทดสอบที่ห้องทดลอง

ระหว่างนั้นลูกชายของนายเอซากิ เกิดเป็นโรคไทฟอยด์ขึ้นา ที่แม้แต่หมอก็ยังจนปัญญาในการรักษา นายเอซากิจึงตัดสินใจนำสารกลิโคเจน ที่สกัดมากหอยนางรม มาให้ลูกชายกิน และอาการก็ดีขึ้นราวกับปาฏิหารย์

นายเอซากิจึงเกิดแรงบันดาลใจว่า หากเด็กๆได้มีโอกาสกินกลิโคเจน ในรูปแบบง่ายๆ เด็กทุกคนจะแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย นายเอซากิ จึงนำสารกลิโคเจนมาผสมลงในคาราเมล ทำออกมาขาย และตั้งชื่อขนมนี้ว่า “Glyco กลีโค่” ที่มีที่มาจากชื่อเต็มของสารนี้ ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังมีขายอยู่ครับ

ต่อมาได้เปลี่ยนเป็น Glico (อ่านเป็นเสียงญี่ปุ่นว่า กุ-ลิ-โคะ) และใช้ตั้งชื่อบริษัทว่า Ezaki Glico ผลิตขนมอร่อยๆมากมายนับจากนั้นเป็นต้นมา

และว่ากันว่า ถ้าได้กินกุลิโกะคาราเมล 1 กล่องที่มีปริมาณพลังงาน 15.4 kcal จะทำให้สามารถวิ่งได้ 300 เมตร และภาพของนักวิ่งที่ยกแขนวิ่งเข้าเส้นชัย เป็นภาพที่สื่อถึงความแข็งแรง สุขภาพดี และได้ใช้มาจนถึงทุกวัน พร้อมกับสโลแกน おいしさと健康 ความอร่อยและสุขภาพดี

เรียบเรียงโดย เที่ยวญี่ปุ่นดอทคอม
ขอบคุณข้อมูลจาก Ezaki-Glico.com

glico01